เรื่องเล่าจากในวัง

posted on 09 Dec 2009 02:43 by sitthiphun50


เรื่องเล่าจากในวัง

- อ่านแล้วอ่านอีก

ก็ยังไม่เบื่อ
 

 

 

ผมมีเรื่องที่จะเล่าให้ฟัง

 

อยู่เหตุการณ์หนึ่งซึ่งเป็น

 

เรื่องจริงเหตุการณ์

 

เกิดที่จังหวัดตาก
 

เมื่อพระเทพทรงเสด็จ

 

ไปเยี่ยมราษฏรตามที่ต่างๆ
 

และได้ทรงเสด็จไปเยี่ยม

 

ประชาชนในตลาดสด
 

และถามความเป็นอยู่กับ

 

บรรดาแม่ค้าในตลาด

 

แต่ก็มาถึงแม่ค้าปลา
 

ซึ่งพระองค์ทรงตรัสถามว่า

'ปลาพวกนี้ขายอย่างไงจ๊ะ'
 

แม่ค้าตอบว่า 'ที่สวรรคตแล้ว

กิโลละ 40 บาท
 

และที่เสด็จไปเสด็จมา

กิโลละ 80 บาทจ๊ะ'
 

เหตุการณ์นี้ ทำให้ข้าราชบริพาร

 

ที่ตามเสด็จหัวเราะกันทุกคน

---------------------------

------------
 

เช้าวันหนึ่ง เวลา

 

ประมาณ 7 โมงเช้า
 

นางสนองพระโอษฐ์ของ

 

ฟ้าหญิงองค์เล็ก ได้รับโทรศัพท์

 

เป็นเสียงผู้ชาย

 

ขอพูดสายกับฟ้าหญิง
 

ทางนางสนองพระโอษฐ์

 

ก็สอบถามว่าใครจะพูดสายด้วย
 

ก็มีเสียงตอบกลับมาว่า

 คนที่แบงค์
 

นางสนองพระโอฐก็ งง...งง

 

 ว่าคนที่แบงค์ทำไมโทรมาแต่เช้า

 

 แบงค์ก็ยังไม่เปิดนี่หว่า
 

แต่พอฟ้าหญิงรับโทรศัพท์

แล้วถึงได้รู้ว่า คนที่แบงค์น่ะ
 

ก็ที่แบงค์จริงๆนะ

ไม่เชื่อเปิดกระเป๋าตังค์
 

แล้วหยิบแบงค์มาดูสิ ............

 

ขนลุกเลย ทรงตรัสกับในหลวง

 

ท่านอยู่นั่นเอง

---------------------------

---------
 

อีกครั้งหนึ่งที่ภาคอีสาน
 

เมื่อเสด็จขึ้นไปทรงเยี่ยม

 

บนบ้านของราษฎรผู้หนึ่ง
 

ที่คณะผู้ตามเสด็จทั้งหลาย

 

ออกแปลกใจในการกราบบังคมทูล
 

ที่คล่องแคล่วและใช้

 

ราชาศัพท์ได้อย่างน่าฉงน
 

เมื่อในหลวงมีพระราชปฏิสันถาร

ถึงการใช้ราชาศัพท์ได้ดีนี้

จึงมีคำกราบทูลว่า

'ข้าพระพุทธเจ้าเป็น

โต้โผลิเกเก่าบัดนี้มีอายุมาก

จึงเลิกรามาทำนา

ทำสวนพระพุทธเจ้า..'
 

มาถึงตอนสำคัญที่ทรง

 

พบนกในกรงที่เลี้ยงไว้ที่ชานเรือน
 

ก็ทรงตรัสถามว่า

เป็นนกอะไรและมีกี่ตัว..
 

พ่อลิเกเก่ากราบบังคมทูลว่า

มีทั้งหมดสามตัว

พระมเหสีมันบินหนีไป
 

ทิ้งพระโอรสไว้สองตัว

ตัวหนึ่งที่ยังเล็ก

ตรัสอ้อแอ้อยู่เลย

และทิ้งให้พระบิดา

เลี้ยงดูแต่ผู้เดียว'
 

เรื่องนี้ ดร.สุเมธเล่าว่า

เป็นที่ต้องสะกดกลั้น

หัวเราะกันทั้งคณะ

ไม่ยกเว้นแม้ในหลวง

---------------------------

-

---------
 

เมื่อครั้งท่านพระชนม์-

 

มายุ 72 พรรษา

 

มีการผลิตเหรียญที่ระลึก

 

ออกมาหลายรุ่น
 

เจ้าของกิจการนาฬิกา

ยี่ห้อหนึ่งได้ยื่นเรื่อง

ขออนุญาตนำพระบรม-

ฉายาลักษณ์ของท่าน

มาประดับที่หน้าปัด

นาฬิกาเป็นรุ่นพิเศษ
 

ท่านทราบเรื่องแล้ว

ตรัสกับเจ้าหน้าที่ว่า

'ไปบอกเค้านะเราไม่ใช่มิกกี้เมาส์'
 

---------------------------

-

----------
 

เรื่องการใช้ราชาศัพท์กับในหลวง

 

ดูจะเป็นเรื่องใหญ่ที่

 

ใครต่อใครเกร็งกันทั้งแผ่นดิน

 

และไม่เว้นแม้กระทั่ง

 

ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ 
 

ที่ได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลี

 

พระบาทถวายรายงาน
 

ครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน

 

มีข้าราชการระดับสูง

ผู้หนึ่งกราบบังคมทูลรายงาน
 

ว่า 'ขอเดชะ ฝ่าละอองธุลีพระบาท

ปกเกล้าปกกระหม่อม
 

ข้าพระพุทธเจ้า

พลตรีภูมิพลอดุลยเดช

ขอพระราชทานพระ-

บรมราชานุญาต

กราบบังคมทูลรายงาน ฯลฯ'
 

เมื่อสิ้นคำกราบบังคมทูล

 

ชื่อในหลวงทรงแย้มพระสรวล

 

อย่างมีพระอารมณ์ดีและไม่ถือสาว่า
 

'เออ ดี เราชื่อเดียวกัน.....'
 

ข่าวว่าวันนั้นผู้เข้าเฝ้าต้อง

 

ซ่อนหัวเราะขำขันกัน

 

ทั้งศาลาดุสิดาลัย
 

เพราะผู้รายงานตื่นเต้น

 

จนจำชื่อตนเองไม่ได้

---------------------------

-

-------
 

มีอยู่ครั้งหนึ่งทรงเสด็จ

 

ไปพระราชทานปริญญาบัตร

 

ให้กับนักศึกษาของ

 

มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง

 

ในระหว่างที่ทรงเปลี่ยนในครุย
 

ทรงโปรดสูบมวนพระโอสถ

 

แต่ว่าทรงหาที่จุดไม่ได้

ทางอธิการบดีซึ่งเฝ้า

อยู่ก็จุดไฟให้พร้อมทูลว่า

'ถวายพระเพลิงพระเจ้าข้า'
 

ในหลวงทรงชะงัก

ก่อนจะแย้มสรวลน้อยๆ

กับอธิการบดีว่า

'เรายังไม่ตายถวายพระเพลิง

ไม่ได้หรอก'

---------------------------

-

--------
 

เคยมีเรื่องเล่าให้ฟังว่า

 

ในหลวงเสด็จไปในถิ่น

 

ทุรกันดารเพื่อเยี่ยมเยียนราษฎร
 

อยู่ครั้งหนึ่งพระองค์ท่าน

 

ทรงแจกพระเครื่องให้กับ

 

ราษฎรจนหมดแล้ว
 

แต่ราษฎรผู้หนึ่งกราบ

บังคมทูลขอรับพระราชทาน

พระเครื่องว่า

'ขอเดชะ ขอพระหนึ่งองค์'
 

ในหลวงทรงตรัสว่า

'ขอเดชะ พระหมดแล้ว '

---------------------------

-

--------
 

วันหนึ่งพระองค์ท่าน

 

เสด็จเยี่ยมเยียนพสกนิกร

 

ของท่านตามปกติที่ต่างจังหวัด
 

ก็มีชาวบ้านมาต้อนรับ

 

ในหลวงมากมาย
 

พระองค์ท่านเสด็จพระราชดำเนิน

 

มาตามลาดพระบาท
 

ที่แถวหน้าก็มีหญิงชรา

 

แก่คนหนึ่งได้ก้มลงกราบ

 

แทบพระบาท
 

แล้วก็เอามือของแกมา

 

จับพระหัตถ์ของในหลวง

 

แล้วก็พูดว่า
 

'ยายดีใจเหลือเกินที่ได้เจอในหลวง'
 

แล้วก็พูดว่า ยายอย่างโน้น

 

ยายอย่างนี้ อีกตั้งมากมาย
 

แต่ในหลวงก็ทรงเฉยๆ

มิได้ตรัสรับสั่งตอบว่ากระไร
 

แต่พวกข้าราชบริพาร

 

ก็มองหน้ากันใหญ่

 

กลัวว่าพระองค์จะ-

 

ทรงพอพระราชหฤหัย หรือไม่
 

แต่พอพวกเราได้ยิน

 

พระองค์รับสั่งตอบว่า

 

กับหญิงชราคนนั้น
 

ทำให้เราถึงกับกลั้น

 

หัวเราะไว้ไม่ไหว

 

เพราะพระองค์ทรงตรัสว่า
 

'เรียกว่ายายได้อย่างไร

อายุอ่อนกว่าแม่ฉันตั้งเยอะ
 

ต้องเรียกน้าซิถึงจะถูก'

-------------------
 

ครั้งหนึ่งหลายๆ ปีมาแล้ว
 

พระเจ้าอยู่หัวทรง

 

ประชวรนิดหน่อยเกี่ยวกับ

 

พระฉวีมีพระอาการคัน
 

มีหมอโรคผิวหนังคณะหนึ่ง

 

ไปเข้าเฝ้าฯ เพื่อถวายการรักษา
 


 

คุณหมอเป็นผู้เชี่ยวชาญทาง

โรคผิวหนังแต่ไม่ได้เชี่ยวชาญ

ทางราชาศัพท์

ก็กราบบังคมทูลว่า

'เอ้อ - ทรง... อ้า-ทรงพระคัน

มานานแล้วหรือยังพะยะค่ะ
 

อ้า-ทรงพระคันมานานแล้ว

หรือยังพะยะค่ะ'
 

พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงพระสรวล

 

 ตรัสว่า 'ฉันไม่ใช่ผู้หญิงนี่

 

จะท้องได้ยังไง'
 

แล้วคงจะทรงพระกรุณาว่า

 

หมอคงจะไม่รู้ราชาศัพท์

 

ทางด้านอวัยวะร่างกายจริงๆ
 

ก็พระราชทานพระบรม-

 

ราชานุญาตว่า เอ้า

 

พูดภาษาอังกฤษกันเถอะ
 

เป็นอันว่าก็กราบบังคมทูล

 

ซักพระอาการกันเป็นภาษาอังกฤษไป

---------------------------

-

--


 

เรื่องนี้รุ่นพี่ที่จุฬาฯเล่าให้ฟังว่า
 

มีอยู่ปีนึงที่ในหลวง

 

ทรงเสด็จพระราชทาน

 

ปริญญาบัตร
 

อธิการบดีอ่านรายชื่อบัณฑิต

 

แล้วบังเอิญว่า

 

มีเหตุขัดข้องบางประการ
 

ทำให้อ่านขาดตอน

 

ก็ต้องรีบหาว่าอ่านรายชื่อ

 

ไปถึงไหนแล้ว
 

ปรากฏว่าในหลวงท่านทรงจำได้

ท่านเลยตรัสกับอธิการไปว่า

'เมื่อกี้นี้ (ชื่อ....) เค้ารับไปแล้ว'
 

และมีอีกปีนึงขณะที่พระราชทาน

 

ปริญญาบัตรอยู่ดีๆ ไฟดับไปชั่วขณะ...
 

ทำให้บัณฑิตคนหนึ่งพลาด

 

โอกาสครั้งสำคัญในการถ่ายรูป
 

พอในหลวงทรงพระราชทาน

 

ปริญญาบัตรเรียบร้อยแล้ว
 

ก่อนที่จะให้พระบรมราโชวาท
 

ท่านทรงให้อธิการบดีเรียก

บัณฑิตคนนั้นมารับพระราชทานอีกครั้ง
 

เพื่อจะได้มีรูปไว้เป็นที่ระลึก

 ตื้นตันกันถ้วนทั่วทั้งหอประชุม
 

ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

>*** 
 

ถ้ารักท่านก็เข้า

มาอ่านกันเยอะๆนะ

 

 

 

 

 

 

ที่มา FWD. mail

 

edit @ 9 Dec 2009 18:24:18 by ตือ......

 

เรื่องราวที่น่าเห็นใจ **ที่สุดในโลก**


 

 

 

 

 

ชวนไปช่วยเหลือคนที่น่าสงสารกันหน่อยเถอะครับ

 

มาดูกันหน่อยว่าเรื่องราวมันน่าเห็นใจมากมายแค่ไหน

 

 

 

 

 

นี่คือถนนสายหลักในดูไบเมื่อปี 1990

 

มีการเปลี่ยนแปลงไม่มากมายนักในช่วงนั้น

 

 

 

ถนนสายเดิมตามภาพเดิมนั่นแหละ

 

แต่เป็นภาพถ่ายในปี 2003 หรือ ๑๓ ปีต่อมา

 

 

 

 

ภาพนี้มีการเปลี่ยนแปลงมากมาย ถ่ายเมื่อปีที่ผ่านมานี้เอง

 

 

 

กับการก่อสร้างอาคารจำนวนมากมาย

 

ทำให้กล่าวกันว่า 25 เปอร์เซนต์ของเจ้าเครน

 

เครื่องมือสำคัญสำหรับการก่อสร้างที่มีอยู่ในโลก

 

มาอยู่ที่นี่หมด ขนาดนั้นเลย เป็นไปได้มั้ย

 

อย่าเพิ่งเชื่อ มาดูกันต่อไป

 

 

ภาพที่เห็นนี้สร้างในระหว่าง 5 ปี ที่ผ่านมา
เกาะที่ดูคล้ายต้นปาล์ม เป็นเกาะที่มนุษย์สร้าง
(ไม่ใช่เกาะธรรมชาติ) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

 

 

 

 

ภาย ในเกาะพวกนี้จะมี รีสอร์ทที่มีเรือนพัก 2000 หลัง

 

มีโรงแรมหรู 40 แห่ง มีศูนย์การค้า โรงหนัง

 

 และอื่นๆ อีกครบถ้วน หากเผอเรอ ขาดอะไรไปสั่งได้ค่ะ จะจัดให้

 

 

 

ภาพ นี้คือ The World Islands หมู่เกาะโลก

 

ที่ประกอบด้วยเกาะที่สร้างขึ้น 300 เกาะ

 

เห็นมั้ยว่ามันถูกวางผังเป็นรูปโลก

 

มูลค่าเกาะเดียว 23-30 ล้านเหรียญยูเอส

 

คูณ 300 เกาะ แล้วคูณ 34 บาท

 

วุ้ย..มึน คูณกันเองละกันท่าน

 

 

 

 

นี่คือตึก Burj Dubai อ่านว่า เบิร์จดูไบ

 

ความสูงของตึกยังคงเก็บเป็นความลับ

 

เนื่องจากการแข่งขันสร้างตึกสูงที่สุดในโลก

 

ในที่อื่นๆ ทั่วโลก ไม่ยอมเตี้ยกว่าเค้าว่างั้นเถอะ 

 

แต่รู้กันว่าสูงกว่า 800 เมตรแน่นอน

 

 

 

 

 

ตึกนี้จะติดตั้งลิฟต์ที่เร็วที่สุดในโลก

 

ที่ความเร็ว 18 ม/วินาที (65 ก.ม./ชม., 40 ไมล์/ชม.)

 

ลบสถิติปัจจุบันของตึกไทเป101

 

ซึ่งอยู่ที่ความเร็ว 16.83 ม/วินาที

 

 

 

 

ตึก ใหม่กว่า ชื่อตึก Al Burj ตึกอัลเบิร์จ

 

อยู่ในระหว่างการออกแบบ

 

สร้างเสร็จเมื่อไรก็จะสูงกว่า

 

ตึก Burj Dubai...น่าน... แข่งกันเองซะแล้ว

 

ล่าสุดเห็นประกาศว่าจะสูงกว่า 1, 200 เมตร

 

ซึ่งถ้าจริงก็จะสูงกว่า Empire State 3 เท่า

 

นั่นแหละ เอาเข้าไป ไปถึงสวรรค์เจอพระเจ้าเมื่อไร

 

อีเมลล์มาบอกกันด้วยนะครับ

 

 

 

 

โรงแรม Burj Al - Arab อ่านว่า เบิร์จอัลอาหรับ

 

เป็นโรงแรมที่สูงที่สุดในโลก

 

และด้วยความหรู สุดขีด-ขีดสุด จึงถูกจัดระดับเป็นโรงแรม

 

******* ย้ำ เจ็ดดาว...เพียงแห่งเดียวในโลก

 

(ชั้นใส่ดาวให้เธอครบมั้ยเนี่ย ตาลายกะดาวแล้ว) 

 

ตั้งอยู่แถวๆ เกาะที่เห็นตามภาพข้างบนนั่นแหละ

 

 

 

อัน นี้คือโรงแรม Hydropolis

 

เป็นโรงแรมใต้น้ำแห่งแรกในโลก

 

คงเคยเห็นภาพกันไปบ้างแล้วตาม forward mail

 

เห็นทีแรกนึกว่าไม่มีจริงซะอีก

 

รงแรมนี้สร้างในประเทศเยอรมัน

 

แล้วขนมาประกอบที่ดูไบ 

 

หลังจากเลื่อนแล้วเลื่อนอีก 

 

ตอนนี้คาดว่าจะสร้างเสร็จในปี 2009

 

เก็บตังค์ไว้เลยนะถ้าอยากไปทดลองกิน-นอนในสวรรค์ใต้น้ำ

 

 

วันนี้  Walt Disney World Resort

 

ใน ออร์ลันโด เป็นสวนสนุกที่ใหญ่ที่สุดในโลก

 

อยู่ที่อเมริกา มีคนงานถึง 58, 000 คน

 

แต่เมื่อไรที่สวนสนุก Dubailand สร้างเสร็จ

 

เอาสองคูณเข้าไปเลย

 

ปัจจุบัน Walt Disney World Resort

 

นั้นเป็นเจ้าของสถิติแหล่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของโลก

 

แต่เมื่อ Dubailand  สร้างเสร็จ

 

 ก็จะแย่งตำแหน่งนี้มาครองได้อย่างง่ายดาย

 

ด้วยตัวเลขนักท่องเที่ยวที่คาดหมาย

 

ไว้ว่าเป็นวันละ 200, 000 คน...คนงานก็ปาเป็นแสนกว่าเหมือนกัน

 

ดีจังเลย....ช่วยแก้ปัญหาคนว่างงานได้เยอะเลยนะตัวเอง

 

 

 

 

Dubai Sports City ศูนย์รวมสนามกีฬาทุกอย่างประดามีในโลก

 

อยู่ใน Dubailand อย่างน้อยก็ไม่มีหมากเก็บหรอกน่า...เชอะ

 

 

 

Ski Dubai ลานสกีนี้เปิดบริการแล้ว

 

เป็นลานสกีในร่มที่ใหญ่ที่สุดในโลก 

 

ส่วนในภาพเป็นโครงการที่เตรียมจะสร้างต่อไป ใช่ครับ ใช่

 

ลานสกีน้ำแข็งในทะเลทราย...มีอะไรข้องใจมั้ย...?

 

 

The Dubai Marina พัฒนาการฝีมือมนุษย์

 

จะมีตึกสูงดิ่งแบบนี้กว่า 200 ตึก

 

ในเฟสแรกที่เมื่อสร้างเสร็จ

 

หน้าตาวิบวับยามค่ำคืนจะสวยงามอย่างนี้

 

เป็น Waterfront ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

 

เอ้อ...ใช้ประโยคว่า "ที่สุดในโลก" กี่หนแล้วเนี่ย?...

 

ยังไม่หมด ต้องใช้อีกหลายครั้งครับ

 

 

 

The Dubai Mall จะเป็นชอบปิ้งมอลที่ใหญ่ที่สุดในโลก

 

ด้วยเนื้อที่ เก้าล้านตารางฟุต ร้านค้า 1,000 ร้าน

 

กรุณาจัดช็อบเปอร์ไว้ให้อีชั้นขี่ช็อบปิ้งด้วยนะเจ้าคะ

 

 

 

Ocean Heights, The Princess Tower 

 

เป็นสองในอีกกว่า 100  ตึกที่สูงที่สุดในโลก

 

ที่จะเป็นอาคารที่พักอาศัย ริมทะเล

 

นอกจากนี้ แน่นอนที่สุดที่จะต้องยิ่งใหญ่ไปตามๆ กัน

 

ก็คือระบบการคมนาคม สนามบิน

 

เมื่อทุกอย่างเสร็จก็จะใหญ่ที่สุดในโลก

 

 

 

 

 

วันนี้จำนวนคนงานก่อสร้างในดูไบ

 

มีมากกว่าจำนวนพลเมืองของประเทศดูไบ 

 

เราอย่าปล่อยให้คนงานพวกนี้ตกงานกันเลยนะ


 

ไปเต็มน้ำมันให้เต็มถังกันเถอะ เงินที่เราจ่าย

 

เป็นค่าน้ำมันกันนี่แหละที่จะช่วยเหลือคนงานเหล่านี้

 

ให้มีงานทำไปเรื่อยๆ

 

เฮ้ย....เหนื่อยใจ กับเอนทรี่นี้จริงๆ เลย

 

 

กะว่าจะผ่อนคลายกับเหตุบ้านการเมืองซะหน่อยเชียว


ว่ากันไม๊ว่า มันมี ที่สุดในโลกเย่อะว่ะ เก่งดี ประเทศนี้ รวยจริงๆ

เครดิตhttp://www.oknation.net/blog/print.php?id=268232

 

IMAGINE

 

ฝันว่า...สวรรค์...แม้นรก...ล้วนไม่มี

ฝันว่า...ไม่มีอันใดมาแบ่งเขตประเทศ

ฝันว่า...ไม่มีเหตุที่เราต้องมาเข่นฆ่ากัน

ฝันว่า...ไม่มีศาสนาใดมากางกั้นระหว่างกัน

ฝันว่า...ผู้คนอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

ฝันว่า...โลกนี้ไร้ซึ่งการครอบครอง

ฝันว่า...โลกทั้งผองล้วนน้องพี่

ฝันว่า...โลกไร้กิเลส...ร้างความหิวโหย

ฝันว่า...พวกเราได้ปันฝันกันทั้งโลก

 

เธอว่า...ฉันเป็นเพียงนักฝันกระนั้นหรือ?

 

แต่ฉัน...ยังฝันต่อไปว่า...เธอจะมาร่วมฝัน

 

และยังคงฝันว่า...วันนั้น...โลกเราจะเป็นหนึ่งเดียว

 

.....and the world will be as ONE

 



ขำขำ : ค่าปรับ

posted on 12 Nov 2009 17:35 by sitthiphun50

 

 

 

ในวันปฐมนิเทศน์ คณบดีกล่าวอบรมนักศึกษาใหม่ว่า

“หอพักหญิงเป็นเขตปลอดนักศึกษาชาย

และหอพักชายเป็นเขตปลอดนักศึกษาหญิง

ใครที่ฝ่าฝืนกฎนี่จะถูกปรับ 200 บาท ในครั้งแรก”

 

คณบดีกล่าวต่อว่า

“ใครที่ถูกจับได้ว่าฝ่าฝืนกฎเป็นครั้งที่สองจะถูกปรับ 500 บาท
 

ครั้งที่สาม 1,000 บาท ใครมีข้อข้องใจอะไรไหม”

 

ถึงตอนนี้ มีนักศึกษาชายคนหนึ่งตะโกนออกมาว่า

 

 “ค่าปรับตลอดเทอมเท่าไรครับ”

 

 

 

 

*** ขอบคุณ ขำกลิ้ง ***

 

 

 

 

 

edit @ 12 Nov 2009 17:39:35 by ตือ......