9 เทคนิค ฝึกสมองไบรท์

posted on 27 Jan 2010 22:55 by sitthiphun50

1. จิบน้ำบ่อย ๆ

 

      สมองประกอบด้วยน้ำ 85 % เชลล์

สมองก็เหมือนต้นไม้ที่ต้องการน้ำหล่อเลี้ยง

ถ้าไม่มีน้ำ ต้นไม้ก็เหี่ยว ถ้าไม่อยากให้เชลล์สมองเหี่ยว

ซึ่งส่งผลให้การส่งข้อมูลช้า กลายเป็นคนคิดช้าหรือคิดไม่ค่อยออก

แต่ละวันจึงควรดื่มน้ำบ่อย ๆ

 

2. กินไขมันดี

 

      คนไม่ค่อยรู้ว่าสมองคือก้อนไขมัน

ซึ่งจำเป็นต้องมีไขมันดีไปทดแทนส่วนที่สึกหรอ

แนะนำให้กินไขมันดีระหว่างวัน จำพวกน้ำมันปลา

สารสกัดใบแปะก๊วย ปลาที่มีไขมันดีอย่าง ปลาแซลมอน

นมถั่วเหลือง วิตามินรวม น้ำมันพริมโรสเป็นน้ำมันดี

ที่ทำให้เชลล์ชุ่มน้ำ ส่วนวิตามินซีกินแล้วสดชื่น

 

3. นั่งสมาธิวันละ 12 นาที

 

     

หลังจากตื่นนอนแล้ว ให้ตั้งสติและนั่งสมาธิทุกเช้า

วันละ 12 นาที เพื่อให้สมองเข้าสู่ช่วงที่มีคลื่น Theta

ซึ่งเป็นคลื่นที่ผ่อนคลายสุด ๆ ทำให้สมองมี Mental Imagery

สามารถจินตนาการเห็นภาพและมีความคิดสร้างสรรค์

( ถ้าทำไม่ได้ตอนเช้า ) ให้หัดทำก่อนนอนทุกวัน

 

4. ใส่ความตั้งใจ

 

     

การตั้งใจในสิ่งใดก็ตาม

เหมือนการโปรแกรมสมองว่านี่คือสิ่งที่ต้องเกิด

ระหว่างวันสมองจะปรับพฤติกรรมเราให้ไปสู่เป้าหมายนั้น

ทำให้ประสบความสำเร็จในสิ่งต่าง ๆ

เพราะสมองไม่แยกระหว่างสิ่งที่ทำจริงกับสิ่งที่คิดขึ้น

ทั้งสองอย่างจึงเป็นเสมือนสิ่งเดียวกัน

 

5. หัวเราะและยิ้มบ่อย ๆ

 

     

ทุกครั้งที่ยิ้มหรือหัวเราะ จะมีสารเอ็นโดรฟิน

ซึ่งเป็นสารแห่งความสุข

หลั่งออกมาเท่ากับเป็นการกระตุ้นให้มี

ความอยากรักและหวังดีต่อคนอื่นไป เรื่อยๆ

 

6. เรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน

 

     

สิ่งใหม่ในที่นี้หมายถึง สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน

เช่น กินอาหารร้านใหม่ ๆ รู้จักเพื่อนใหม่ อ่าน หนังสือเล่มใหม่

คุยกับเพื่อนร่วมงานและเรียนรู้วิธีการทำงานของเขา เป็นต้น

เพราะการเรียนรู้สิ่งใหม่ทำให้สมองหลั่งสารเอ็นโดรฟิน

และโดปามีน ซึ่งเป็นสารแห่งการเรียนรู้

กระตุ้นให้อยากเรียนรู้และสร้างสรรค์ ไปเรื่อย ๆ

เมื่อมีความสุขก็ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์

 

7. ให้อภัยตัวเองทุกวัน

 

     

ขณะที่การไม่ให้อภัยตัวเอง โกรธคนอื่น

โกรธตัวเอง ทำให้เปลืองพลังงานสมอง

การให้อภัยตัวเอง เป็นการลดภาระของสมอง

 

8. เขียนบันทึก Graceful Journal

 

     

ฝึกเขียนขอบคุณสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นแต่ละวันลงในสมุดบันทึก

เช่น ขอบคุณที่มีครอบครัวที่ดี ขอบคุณที่มีสุขภาพที่ดี

ขอบคุณที่มีอาชีพที่ทำให้มีความสุข เป็นต้น

เพราะการเขียนเรื่องดี ๆ ทำให้สมองคิดเชิงบวก

พร้อมกับหลั่งสารเคมีที่ดีออกมา ช่วยให้หลับฝันดี

ตื่นมาทำสมาธิได้ง่าย มีความคิดสร้างสรรค์

 

9. ฝึกหายใจลึก ๆ

 

     

สมองใช้ออกชิเจน 20 25 % ของออก ชิเจนที่เข้าสู่ร่างกาย

การฝึกหายใจเข้าลึก ๆ จึงเป็นการส่งพลังงานที่ดีไปยังสมอง

ควรนั่งหลังตรงเพื่อให้ออกชิเจนเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น

ถ้านั่งทำงานนาน ๆ อาจหาเวลายืนหรือเดินยึดเส้นยืดสาย

เพื่อให้ปอดขยายใหญ่ สามารถหายใจเอาออกชิเจนเข้าปอดได้เพิ่มขึ้นอีก 20 %

     

การ มีสมองที่ดีก็เหมือนทักษะทุกอย่างในโลกที่เรียนรู้ได้ แต่จะเก่งหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน ถ้าเราดูแลและฝึกฝนสมองให้ดี คุณภาพชีวิตก็จะดีตาม

 

 



โดย วนิษา เรซ ผู้เชี่ยวชาญด้านอัจฉริยภาพจาก ม.ฮาร์วาร์ด


สตีเฟ่น โควี่ (Steven Covey)

กูรูด้านการพัฒนาตนเอง

 

 

ผู้เขียนหนังสือ "อุปนิสัยเจ็ดประการสำหรับผู้มีประสิทธิภาพ"

 

 

เป็นบุคคลที่ได้รับการกล่าวถึงในด้านของการพัฒนาตนเอง

 

 

หากบุคคลใดปฏิบัติได้เป็นนิสัยแล้ว

 

 

จะทำให้เขาผู้นั้นเป็นผู้ที่ทำงานการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งนิสัยที่ดีเหล่านี้มีอยู่ 7 ประการดังนี้:


 

1. เป็นผู้กระทำ (Be Proactive)

 

คนเรานั้น หากไม่เป็นผู้กระทำ (Proactive)

 

 

ก็มักจะเป็นผู้ถูกกระทำ (Reactive)

 

 

คนที่เป็นคนเฉื่อย ไม่ยอมคิดไม่ยอมสร้างอะไร

 

 

ก็จะถูกสิ่งแวดล้อมมากระทบหรือนำพาบังคับให้ต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้

 

 

ไปตามสภาพแวดล้อม

 

 

 แบบนั้นเรียกว่าเป็นผู้ที่ถูกกระทำ

 

แต่ในทางตรงกันข้าม คนที่อยู่ในประเภทที่เป็นผู้กระทำ

 

 

จะเป็นผู้เลือกที่จะทำหรือจะไม่ทำสิ่งใดๆ

 

 

ด้วยเหตุด้วยผลของเขาเอง คือคิดว่าตัวเองเป็นผู้กำหนดชีวิตของตน

 

 

ทั้งนี้ด้วยการพิจารณาไว้ก่อน ไม่ใช่ว่าถึงเวลาแล้วค่อยคิดจะทำ

 

 

เพราะสุดท้ายแล้วก็จะกลายเป็นผู้ถูกกระทำและตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมเหมือนเดิม

 

2. เริ่มต้นโดยมีเป้าหมายชัดเจน (Begin with the end in mind)

 

คือการวางแผนการทำงาน

 

 

หรือแม้แต่ชีวิตของคนเราไว้ตั้งแต่แรกเริ่มที่จะทำการอะไรใดๆ

 

 

เพราะหากเราได้ตั้งใจไว้แล้วว่าในที่สุดแล้ว การงานหนึ่งๆ

 

 

หรือชีวิตของเราจะมีลักษณะสุดท้ายเป็นอย่างไร

 

 

เราก็จะทำตัวให้สอดคล้องกับจุดหมายนั้นโดยไม่ไขว้เขวไป

3. ทำสิ่งสำคัญกว่าก่อน (Put first things first)

อันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญเช่นกัน เพราะในชีวิตประจำวันเรานั้น

อาจจะต้องมีกิจกรรมหลายอย่างที่จะต้องทำ

บางอย่างนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญ บางอย่างเป็นเรื่องไม่สำคัญ

บางอย่างไม่เร่งด่วน บางอย่างเร่งด่วน

ดังนั้นแล้ว สิ่งต่างๆ ในชีวิตอาจจะผสมกันออกมาเป็นได้หลายแบบคือ:

 

ก) สำคัญและเร่งด่วน - ต้องทำโดยเร็วที่สุด

และต้องทำให้ดีด้วย อันนี้เป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดหากวางแผนไว้ดี
 

ข) สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน - เป็นเรื่องที่น่าจะทำได้ดีที่สุด

รีบทำเสียเนิ่นๆ จะได้ทำได้ดี และไม่กลายเป็นข้อ ก) ในที่สุด
 

ค) ไม่สำคัญแต่เร่งด่วน - อันนี้แปลก ต้องรีบทำนะ

แต่จริงๆ น่ะไม่ทำก็ได้ เช่นดูละครทีวีที่กำลังฉายเป็นต้น...
 

ง) ไม่สำคัญและไม่เร่งด่วน - ไม่ทำก็ได้ แต่หลายๆคน

ก็ให้เวลากับตรงนี้อยู่มาก


หากคนเราให้เวลากับการทำงานในข้อ

 ข) ให้ได้มาก ก็จะทำให้งานนั้นออกมาดี (เพราะไม่ต้องรีบ)

 และก็น่าจะประสบความสำเร็จในชีวิตได้มากที่สุด

เพราะว่าได้ใช้เวลาในการทำงานที่ "สำคัญ" มากกว่าอย่างอื่นนั่นเอง

ความลับของความสำเร็จของคนก็อยู่ตรงนี้

คือพยายามวางแผนและจัดเวลาให้ได้ทำงานในลักษณะของข้อ ข) ให้ได้มากที่สุด

เพราะนั่นหมายถึงว่าเราจะทำงานที่สำคัญที่สุดได้ดีที่สุดนั่นเอง

4. ชอบคิดแบบชนะ-ชนะ (Think Win-Win)

คือการกระทำใดๆ กับใครๆ ที่อยู่รอบๆ ตัวเราแล้วได้ผลประโยชน์ทั้งสองฝ่าย

เรียกว่า "ชนะ" ทั้งสองฝ่ายโดยไม่มีฝ่ายใดพ่ายแพ้เสียประโยชน์

อาจจะมีคนเข้าใจผิดว่าเป็นการ "ประนีประนอม" แต่จริงๆ แล้ว

ไม่ใช่ เพราะว่าการประนีประนอมนั้น คู่กรณีอาจจะเสียประโยชน์ทั้งสองฝ่ายก็เป็นได้

การคิดและทำแบบ win-win นี้จะต้องเกิดอยู่บนพื้นฐานของ

ทัศนคติที่ดีและต้องการให้ได้ประโยชน์เท่าเทียมกันทั้งสองฝ่ายในระยะยาว

ในบางครั้งฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจจะต้องเสียเปรียบก่อน แต่ในที่สุดแล้ว

เมื่อดำเนินการตามแผนทั้งหมดแล้ว ทั้งสองฝ่ายจะต้องได้ประโยชน์ทั้งคู่เท่าๆ เทียมกัน



 

5. การพยายามเข้าใจคนอื่นก่อน (Seek first to understand then to be understood)

นิสัยนี้เป็นการที่เราพยายามเข้าใจคนอื่นก่อน เพราะการพยายามเข้าใจคนอื่นนั้น

ง่ายกว่าการที่จะทำให้คนอื่นเขามาเข้าใจเรา

หลักการที่จะทำให้เราเข้าใจคนอื่นได้ง่ายนั้นจะต้องเริ่มต้นด้วยการฟัง

คือ ฟังอย่างพยายามทำความเข้าใจ เมื่อเราเข้าใจเขา

เราก็จะรู้ว่าเขาคิดอย่างไร มีพื้นฐานอย่างไร

 เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว เวลาต่อมาที่เราจะพูดเพื่อให้เขาเข้าใจในส่วนของเราก็จะเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น


 

6. ชอบประสานงานเพื่อเพิ่มพลัง (Synergize)

 

เมื่อใดก็ตามที่คนเราที่ร่วมงานกันมีโอกาสได้ทำงานด้วยกัน

 

 

ก็สมควรที่จะคิดและทำเพื่อให้ได้งานมากกว่าคุณค่าของคนเพียงสองคน

 

 

หรือพูดอีกแง่หนึ่งว่า 1 + 1 ต้องมากกว่า 2 นั่นเอง

 

การที่เราจะทำอย่างที่กล่าวมาแล้วได้

 

 

ก็จะต้องยอมรับในความแตกต่างของคนอื่น

 

 

และพยายามมองว่าความแตกต่างนั้นน่าจะมีประโยชน์มากกว่าโทษ

 

 

 และนำข้อดีของความแตกต่างนั้นมาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด

 

 

โดยการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเรียนรู้ด้วยกันเพื่อทำให้เกิดการพัฒนา

 

7. ฝึกฝนตนเองให้พร้อมเสมอ (Sharpen the saw)

 

เมื่อคนเรามีความรู้ในระดับหนึ่งแล้ว ก็ยังไม่เพียงพอ

 

 

หากเมื่อใดที่หยุดคิดและพัฒนาตนเอง ก็เหมือนกับตายไปแล้วครึ่งหนึ่งนั่นเอง

เรายังต้องพยายามฝึกฝนพัฒนาตัวเราเองเสมอ ด้วยวิธีการง่ายๆคือ:

 

ก) ดูแลสุขภาพทางกายให้ดี - เมื่อแข็งแรง

 

จะคิดอะไร ทำอะไรก็ง่ายไปหมด
 

ข) บำรุงความคิด - โดยการอ่านหนังสือ, ฟังสัมนา,

 

 

ดูรายการสารคดี เป็นต้น
 

ค) พัฒนาจิตวิญญาณ - ทำจิตใจให้ผ่องใส อาจจะนั่งสมาธิ,

 

ฟังเพลงที่สงบ ทำให้จิตใจไม่ฟุ้งซ่าน
 

ง) พัฒนาอารมณ์ - ให้เป็นคนดี เข้ากับคนอื่นได้ง่าย

 

 

เข้าใจความรู้สึกของคนอื่น โดยเฉพาะกับคนในครอบครัวไกล้ๆตัว

สรุป

นิสัย 1-3 เป็นชีวิตส่วนตัว ทำให้เราเป็นคนมีประสิทธิภาพ ไม่วอกแวก

นิสัย 4-6 ที่ทำให้เราเป็นผู้ใหญ่ ทำให้เราอยู่ในสังคมได้ดี

 

 

 มีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นได้อย่างมีความสุข

 

 

นิสัยสุดท้ายคือดูแลความสมดุลระหว่างผลผลิตกับความสามารถในการให้ผลผลิต



หากเราสามารถสร้างนิสัยทั้งหมดเหล่านี้ให้มีอยู่ในตัวเรา (คือเป็นนิสัย ติดเป็นนิสัย)

 

 

ก็จะทำให้เราเป็นคนที่มีประสิทธิภาพในการทำงาน

 

 

ทำการสิ่งใดก็สำเร็จได้โดยง่าย

 

โดยไม่สร้างความเดือดร้อนขุ่นหมองใจให้กับทั้งตัวเราเองและคนอื่นที่เราทำงานด้วย

 

 

 





 

 

 

 

 

 

ปีเตอร์ เอฟ. ดรัคเกอร์ (Peter Drucker)

กูรูด้านการจัดการ

 

 

ดรัคเกอร์มองว่าเราสามารถแบ่งการบริหารออกได้เป็นหลายมิติต่างๆกันดังนี้:

 

1) ผู้บริหารต้องกำหนดเป้าหมายที่เจาะจง เพื่อให้ทุกคนในองค์กรทำงาน

 

ด้วยวัตถุประสงค์เดียวกัน ด้วยภาระหน้าที่เดียวกัน

คือกำหนด Purpose > Vision > Mission > Objectives/Goals ขององค์กรอย่างชัดเจน

 

เป้าหมายขององค์กรควรจะตอบคำถามต่อไปนี้ได้คือ

องค์กรทำธุรกิจอะไรในปัจจุบันจะทำให้ดีกว่านี้ได้อย่างไร

องค์กรจะทำธุรกิจอะไรต่อไปในอนาคตและต้องเตรียมตัวอย่างไร และทำอะไรบ้าง

องค์กรจะสามารถพัฒนาหรือดึงเอาความสามารถของบุคคลากรออกมามากกว่านี้ได้อย่างไร

กิจกรรมใด หรือส่วนประกอบของธุรกิจใด ที่มีผลอย่างยิ่งต่อความอยู่รอดขององค์กร

 

องค์กรควรจะกำหนดวัตถุประสงค์ (Objectives) ต่อไปนี้:

 

- การตลาด/การสร้างสิ่งใหม่ (นวัตกรรม)

 

วัตถุประสงค์สองประการนี้ที่เป็นคำตอบว่า

 

ทำไมลูกค้าจึงซื้อของจากบริษัทของเรา

 

หรือใช้บริการจากองค์กร

 

นอกจากเรื่องของการดูแลสินค้าและบริการที่มีอยู่ในตลาด

 

การพยายามถอดสินค้าเดิมและวางสินค้าใหม่

 

การเปิดตลาดใหม่ ดูแลมาตรฐานของสินค้าแล้ว

วัตถุประสงค์ทางการตลาดที่สำคัญจริงๆ

 

นั้นประกอบด้วยสองประการคือ

 

จะทำการตลาดมุ่งเน้นไปที่ธุรกิจอะไร,

และจะวางตำแหน่งของสินค้านั้นไว้ที่จุดใด


 

- ประสิทธิภาพ (Efficiency) / ผลผลิต (Productivity) ในการดำเนินงาน

 

คือความสามารถในการนำทรัพยากรต่างๆ ที่มีอยู่

 

มาดำเนินงานให้เกิดผลิตภัณฑ์หรือการบริการที่ดีที่สุด

 

มีคุณภาพและจำนวนมากที่สุด เพื่อไว้ให้บริการแก่ลูกค้า

 

- การจัดการทางการเงิน

ว่านำเงินทุนมาจากแหล่งใด มีต้นทุนเท่าไร

 

จะนำไปลงทุนเพื่อให้ได้ผลประโยชน์ตอบแทนได้เท่าไร อย่างไร เป็นต้น

 

- วัตถุประสงค์ด้านทรัพยากร

หลักการทางเศรษฐศาสตร์บอกไว้ว่า

 

กิจกรรมใดๆ จะต้องการทรัพยากร 3 ชนิดในการดำเนินการคือ

ที่ดิน (มีตามธรรมชาติ), แรงงาน (ทรัพยากรบุคคล),

 

 และเงิน (คือวิธีการนำเงินไปลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนในอนาคต)

 

- ความรับผิดชอบต่อสังคม

เนื่องจากธุรกิจหรือองค์กรเองเป็นส่วนหนึ่งของสังคม

 

ดังนั้นกิจกรรมใดๆ ทีองค์กรกระทำย่อมมีผลกระทบกับลูกค้า

 

หรือบุคคลอื่นภายนอกองค์กร แต่ก็ยังอยู่ในสังคมเดียวกัน

 

ดังนั้นแล้วองค์กรธุรกิจก็ย่อมต้องมีหน้าที่รับผิดชอบต่อสังคม

 

เช่นเดียวกับปัจเจกบุคคลจะต้องรับผิดชอบต่อสังคมเช่นกัน

 

- ผลกำไร

ผลกำไรเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อธุรกิจ

 

ในขณะเดียวกันก็เป็นข้อจำกัดของธุรกิจด้วย

 

ที่ว่าจำเป็นเนื่องจากการพยายามทำให้ได้มาซึ่งวัตถุประสงค์ต่างๆ ข้างบน

 

ย่อมจะมีความเสี่ยงอยู่ในตัว

 

ดังนั้นกำไรจึงเป็นสิ่งที่องค์กรจะต้องได้มา

 

ซึ่งเป็นการแลกเพื่อให้คุ้มค่าความเสี่ยงนั้นเอง

 

2) ทำให้ทรัพยากรบุคคลมีความสามารถ

 

และทำงานได้อย่างมีประสิทธิผล

มีหลักในการบริหารงานบุคคลที่ดี คือ

Acquire > Develop > Retain

และมี Job Specification., Job Description ที่ชัดเจนรัดกุม



 

 

 

 

3) มีการบริหารผลกระทบและมีความรับผิดชอบต่อสังคม


 

 

 

ข้อมูลจาก: ผู้รู้ของโลก คุณมือเก่าหัดขับ