9 เทคนิค ฝึกสมองไบรท์
posted on 27 Jan 2010 22:55 by sitthiphun50
|
|
|
|
|
|
สตีเฟ่น โควี่ (Steven Covey)
กูรูด้านการพัฒนาตนเอง
ผู้เขียนหนังสือ "อุปนิสัยเจ็ดประการสำหรับผู้มีประสิทธิภาพ"
เป็นบุคคลที่ได้รับการกล่าวถึงในด้านของการพัฒนาตนเอง
หากบุคคลใดปฏิบัติได้เป็นนิสัยแล้ว
จะทำให้เขาผู้นั้นเป็นผู้ที่ทำงานการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งนิสัยที่ดีเหล่านี้มีอยู่ 7 ประการดังนี้:
1. เป็นผู้กระทำ (Be Proactive)
คนเรานั้น หากไม่เป็นผู้กระทำ (Proactive)
ก็มักจะเป็นผู้ถูกกระทำ (Reactive)
คนที่เป็นคนเฉื่อย ไม่ยอมคิดไม่ยอมสร้างอะไร
ก็จะถูกสิ่งแวดล้อมมากระทบหรือนำพาบังคับให้ต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้
ไปตามสภาพแวดล้อม
แบบนั้นเรียกว่าเป็นผู้ที่ถูกกระทำ
แต่ในทางตรงกันข้าม คนที่อยู่ในประเภทที่เป็นผู้กระทำ
จะเป็นผู้เลือกที่จะทำหรือจะไม่ทำสิ่งใดๆ
ด้วยเหตุด้วยผลของเขาเอง คือคิดว่าตัวเองเป็นผู้กำหนดชีวิตของตน
ทั้งนี้ด้วยการพิจารณาไว้ก่อน ไม่ใช่ว่าถึงเวลาแล้วค่อยคิดจะทำ
เพราะสุดท้ายแล้วก็จะกลายเป็นผู้ถูกกระทำและตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมเหมือนเดิม
2. เริ่มต้นโดยมีเป้าหมายชัดเจน (Begin with the end in mind)
คือการวางแผนการทำงาน
หรือแม้แต่ชีวิตของคนเราไว้ตั้งแต่แรกเริ่มที่จะทำการอะไรใดๆ
เพราะหากเราได้ตั้งใจไว้แล้วว่าในที่สุดแล้ว การงานหนึ่งๆ
หรือชีวิตของเราจะมีลักษณะสุดท้ายเป็นอย่างไร
เราก็จะทำตัวให้สอดคล้องกับจุดหมายนั้นโดยไม่ไขว้เขวไป
3. ทำสิ่งสำคัญกว่าก่อน (Put first things first)
อันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญเช่นกัน เพราะในชีวิตประจำวันเรานั้น
อาจจะต้องมีกิจกรรมหลายอย่างที่จะต้องทำ
บางอย่างนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญ บางอย่างเป็นเรื่องไม่สำคัญ
บางอย่างไม่เร่งด่วน บางอย่างเร่งด่วน
ดังนั้นแล้ว สิ่งต่างๆ ในชีวิตอาจจะผสมกันออกมาเป็นได้หลายแบบคือ:
ก) สำคัญและเร่งด่วน - ต้องทำโดยเร็วที่สุด
และต้องทำให้ดีด้วย อันนี้เป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดหากวางแผนไว้ดี
ข) สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน - เป็นเรื่องที่น่าจะทำได้ดีที่สุด
รีบทำเสียเนิ่นๆ จะได้ทำได้ดี และไม่กลายเป็นข้อ ก) ในที่สุด
ค) ไม่สำคัญแต่เร่งด่วน - อันนี้แปลก ต้องรีบทำนะ
แต่จริงๆ น่ะไม่ทำก็ได้ เช่นดูละครทีวีที่กำลังฉายเป็นต้น...
ง) ไม่สำคัญและไม่เร่งด่วน - ไม่ทำก็ได้ แต่หลายๆคน
ก็ให้เวลากับตรงนี้อยู่มาก
หากคนเราให้เวลากับการทำงานในข้อ
ข) ให้ได้มาก ก็จะทำให้งานนั้นออกมาดี (เพราะไม่ต้องรีบ)
และก็น่าจะประสบความสำเร็จในชีวิตได้มากที่สุด
เพราะว่าได้ใช้เวลาในการทำงานที่ "สำคัญ" มากกว่าอย่างอื่นนั่นเอง
ความลับของความสำเร็จของคนก็อยู่ตรงนี้
คือพยายามวางแผนและจัดเวลาให้ได้ทำงานในลักษณะของข้อ ข) ให้ได้มากที่สุด
เพราะนั่นหมายถึงว่าเราจะทำงานที่สำคัญที่สุดได้ดีที่สุดนั่นเอง
4. ชอบคิดแบบชนะ-ชนะ (Think Win-Win)
คือการกระทำใดๆ กับใครๆ ที่อยู่รอบๆ ตัวเราแล้วได้ผลประโยชน์ทั้งสองฝ่าย
เรียกว่า "ชนะ" ทั้งสองฝ่ายโดยไม่มีฝ่ายใดพ่ายแพ้เสียประโยชน์
อาจจะมีคนเข้าใจผิดว่าเป็นการ "ประนีประนอม" แต่จริงๆ แล้ว
ไม่ใช่ เพราะว่าการประนีประนอมนั้น คู่กรณีอาจจะเสียประโยชน์ทั้งสองฝ่ายก็เป็นได้
การคิดและทำแบบ win-win นี้จะต้องเกิดอยู่บนพื้นฐานของ
ทัศนคติที่ดีและต้องการให้ได้ประโยชน์เท่าเทียมกันทั้งสองฝ่ายในระยะยาว
ในบางครั้งฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจจะต้องเสียเปรียบก่อน แต่ในที่สุดแล้ว
เมื่อดำเนินการตามแผนทั้งหมดแล้ว ทั้งสองฝ่ายจะต้องได้ประโยชน์ทั้งคู่เท่าๆ เทียมกัน
5. การพยายามเข้าใจคนอื่นก่อน (Seek first to understand then to be understood)
นิสัยนี้เป็นการที่เราพยายามเข้าใจคนอื่นก่อน เพราะการพยายามเข้าใจคนอื่นนั้น
ง่ายกว่าการที่จะทำให้คนอื่นเขามาเข้าใจเรา
หลักการที่จะทำให้เราเข้าใจคนอื่นได้ง่ายนั้นจะต้องเริ่มต้นด้วยการฟัง
คือ ฟังอย่างพยายามทำความเข้าใจ เมื่อเราเข้าใจเขา
เราก็จะรู้ว่าเขาคิดอย่างไร มีพื้นฐานอย่างไร
เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว เวลาต่อมาที่เราจะพูดเพื่อให้เขาเข้าใจในส่วนของเราก็จะเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น
6. ชอบประสานงานเพื่อเพิ่มพลัง (Synergize)
เมื่อใดก็ตามที่คนเราที่ร่วมงานกันมีโอกาสได้ทำงานด้วยกัน
ก็สมควรที่จะคิดและทำเพื่อให้ได้งานมากกว่าคุณค่าของคนเพียงสองคน
หรือพูดอีกแง่หนึ่งว่า 1 + 1 ต้องมากกว่า 2 นั่นเอง
การที่เราจะทำอย่างที่กล่าวมาแล้วได้
ก็จะต้องยอมรับในความแตกต่างของคนอื่น
และพยายามมองว่าความแตกต่างนั้นน่าจะมีประโยชน์มากกว่าโทษ
และนำข้อดีของความแตกต่างนั้นมาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด
โดยการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเรียนรู้ด้วยกันเพื่อทำให้เกิดการพัฒนา
7. ฝึกฝนตนเองให้พร้อมเสมอ (Sharpen the saw)
เมื่อคนเรามีความรู้ในระดับหนึ่งแล้ว ก็ยังไม่เพียงพอ
หากเมื่อใดที่หยุดคิดและพัฒนาตนเอง ก็เหมือนกับตายไปแล้วครึ่งหนึ่งนั่นเอง
เรายังต้องพยายามฝึกฝนพัฒนาตัวเราเองเสมอ ด้วยวิธีการง่ายๆคือ:
ก) ดูแลสุขภาพทางกายให้ดี - เมื่อแข็งแรง
จะคิดอะไร ทำอะไรก็ง่ายไปหมด
ข) บำรุงความคิด - โดยการอ่านหนังสือ, ฟังสัมนา,
ดูรายการสารคดี เป็นต้น
ค) พัฒนาจิตวิญญาณ - ทำจิตใจให้ผ่องใส อาจจะนั่งสมาธิ,
ฟังเพลงที่สงบ ทำให้จิตใจไม่ฟุ้งซ่าน
ง) พัฒนาอารมณ์ - ให้เป็นคนดี เข้ากับคนอื่นได้ง่าย
เข้าใจความรู้สึกของคนอื่น โดยเฉพาะกับคนในครอบครัวไกล้ๆตัว
สรุป
นิสัย 1-3 เป็นชีวิตส่วนตัว ทำให้เราเป็นคนมีประสิทธิภาพ ไม่วอกแวก
นิสัย 4-6 ที่ทำให้เราเป็นผู้ใหญ่ ทำให้เราอยู่ในสังคมได้ดี
มีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นได้อย่างมีความสุข
นิสัยสุดท้ายคือดูแลความสมดุลระหว่างผลผลิตกับความสามารถในการให้ผลผลิต
หากเราสามารถสร้างนิสัยทั้งหมดเหล่านี้ให้มีอยู่ในตัวเรา (คือเป็นนิสัย ติดเป็นนิสัย)
ก็จะทำให้เราเป็นคนที่มีประสิทธิภาพในการทำงาน
ทำการสิ่งใดก็สำเร็จได้โดยง่าย
โดยไม่สร้างความเดือดร้อนขุ่นหมองใจให้กับทั้งตัวเราเองและคนอื่นที่เราทำงานด้วย
ปีเตอร์ เอฟ. ดรัคเกอร์ (Peter Drucker)
กูรูด้านการจัดการ
ดรัคเกอร์มองว่าเราสามารถแบ่งการบริหารออกได้เป็นหลายมิติต่างๆกันดังนี้:
1) ผู้บริหารต้องกำหนดเป้าหมายที่เจาะจง เพื่อให้ทุกคนในองค์กรทำงาน
ด้วยวัตถุประสงค์เดียวกัน ด้วยภาระหน้าที่เดียวกัน
คือกำหนด Purpose > Vision > Mission > Objectives/Goals ขององค์กรอย่างชัดเจน
เป้าหมายขององค์กรควรจะตอบคำถามต่อไปนี้ได้คือ
องค์กรทำธุรกิจอะไรในปัจจุบันจะทำให้ดีกว่านี้ได้อย่างไร
องค์กรจะทำธุรกิจอะไรต่อไปในอนาคตและต้องเตรียมตัวอย่างไร และทำอะไรบ้าง
องค์กรจะสามารถพัฒนาหรือดึงเอาความสามารถของบุคคลากรออกมามากกว่านี้ได้อย่างไร
กิจกรรมใด หรือส่วนประกอบของธุรกิจใด ที่มีผลอย่างยิ่งต่อความอยู่รอดขององค์กร
องค์กรควรจะกำหนดวัตถุประสงค์ (Objectives) ต่อไปนี้:
- การตลาด/การสร้างสิ่งใหม่ (นวัตกรรม)
วัตถุประสงค์สองประการนี้ที่เป็นคำตอบว่า
ทำไมลูกค้าจึงซื้อของจากบริษัทของเรา
หรือใช้บริการจากองค์กร
นอกจากเรื่องของการดูแลสินค้าและบริการที่มีอยู่ในตลาด
การพยายามถอดสินค้าเดิมและวางสินค้าใหม่
การเปิดตลาดใหม่ ดูแลมาตรฐานของสินค้าแล้ว
วัตถุประสงค์ทางการตลาดที่สำคัญจริงๆ
นั้นประกอบด้วยสองประการคือ
จะทำการตลาดมุ่งเน้นไปที่ธุรกิจอะไร,
และจะวางตำแหน่งของสินค้านั้นไว้ที่จุดใด
- ประสิทธิภาพ (Efficiency) / ผลผลิต (Productivity) ในการดำเนินงาน
คือความสามารถในการนำทรัพยากรต่างๆ ที่มีอยู่
มาดำเนินงานให้เกิดผลิตภัณฑ์หรือการบริการที่ดีที่สุด
มีคุณภาพและจำนวนมากที่สุด เพื่อไว้ให้บริการแก่ลูกค้า
- การจัดการทางการเงิน
ว่านำเงินทุนมาจากแหล่งใด มีต้นทุนเท่าไร
จะนำไปลงทุนเพื่อให้ได้ผลประโยชน์ตอบแทนได้เท่าไร อย่างไร เป็นต้น
- วัตถุประสงค์ด้านทรัพยากร
หลักการทางเศรษฐศาสตร์บอกไว้ว่า
กิจกรรมใดๆ จะต้องการทรัพยากร 3 ชนิดในการดำเนินการคือ
ที่ดิน (มีตามธรรมชาติ), แรงงาน (ทรัพยากรบุคคล),
และเงิน (คือวิธีการนำเงินไปลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนในอนาคต)
- ความรับผิดชอบต่อสังคม
เนื่องจากธุรกิจหรือองค์กรเองเป็นส่วนหนึ่งของสังคม
ดังนั้นกิจกรรมใดๆ ทีองค์กรกระทำย่อมมีผลกระทบกับลูกค้า
หรือบุคคลอื่นภายนอกองค์กร แต่ก็ยังอยู่ในสังคมเดียวกัน
ดังนั้นแล้วองค์กรธุรกิจก็ย่อมต้องมีหน้าที่รับผิดชอบต่อสังคม
เช่นเดียวกับปัจเจกบุคคลจะต้องรับผิดชอบต่อสังคมเช่นกัน
- ผลกำไร
ผลกำไรเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อธุรกิจ
ในขณะเดียวกันก็เป็นข้อจำกัดของธุรกิจด้วย
ที่ว่าจำเป็นเนื่องจากการพยายามทำให้ได้มาซึ่งวัตถุประสงค์ต่างๆ ข้างบน
ย่อมจะมีความเสี่ยงอยู่ในตัว
ดังนั้นกำไรจึงเป็นสิ่งที่องค์กรจะต้องได้มา
ซึ่งเป็นการแลกเพื่อให้คุ้มค่าความเสี่ยงนั้นเอง
2) ทำให้ทรัพยากรบุคคลมีความสามารถ
และทำงานได้อย่างมีประสิทธิผล
มีหลักในการบริหารงานบุคคลที่ดี คือ
Acquire > Develop > Retain
และมี Job Specification., Job Description ที่ชัดเจนรัดกุม
3) มีการบริหารผลกระทบและมีความรับผิดชอบต่อสังคม
ข้อมูลจาก: ผู้รู้ของโลก คุณมือเก่าหัดขับ